LAST EDITED ON 15-Sep-09 AT 09:06 PM (SE Asia Standard Time)หมวยขอแจมเรื่อง พระพุทธเจ้า ก่อนนะคะ
ข้อแรก พระพุทธเจ้า มีจริงค่ะ
เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ แม้ปัจจุบันก็ยังมีลูกหลานสืบเชื้อสายหลงเหลืออยู่ให้เห็นค่ะ
เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า คือมนุษย์ค่ะ ไม่ใช่เทวดาลอยมาจากไหน
ส่วนตำนานพุทธประวัติที่มีปาฏิหารย์อะไรนั่น ก็เป็นเรื่องที่คนรุ่นหลังแต่งขึ้นมา เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนนับถือ เชื่อฟัง
ตรรกะง่ายๆ ค่ะ พอบอกว่าศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิมีเดช คนก็เลื่อมใสไปแล้ว ขนาดสมัยนี้ยุคอินเตอร์เนตแล้ว คนยังเชื่อเรื่องต้นกล้วยออกลูกแฝดอะไรกันเลย
แล้วเมื่อสองพันปีทีแล้ว ที่คนเรายังโง่เง่าเต่าตุ่นมากมาย จะไปเหลืออะไรใช่ไหมคะ
ศาสนาพุทธเกิดได้อย่างไร
ศาสนาพุทธ หรือ คำสอนของพุทธะ เป็นคำสอนของอดีตเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ทิ้งบ้านทิ้งช่องเข้าป่า เพราะเบื่อชีวิตที่หรูหรา
ชมพูทวีปสมัยนั้น มีคนเร่ร่อนแบบเจ้าชายสิทธัตถะมากมายค่ะ
ทั้งแบบโฮมเลส หรือ พวกบ้าบอหนวดเครารุงรัง
บ้างก็หนีมาเพราะชีวิตผิดหวัง บ้างก็หนีมาเพราะชอบความสันโดษ บ้างก็หนีมาเพราะอยากทำอะไรแปลกๆ ร้อยแปดค่ะ
ลองคิดดูซิคะ
ถ้าเราเกิดมาเป็นเจ้าชายในตระกูลร่ำรวย
วันๆไม่ต้องทำอะไร กิน นอน เล่นขี่ม้ามั่ง อ่านกลอน วาดรูปมั่ง พอโตหน่อย ก็เอาผู้หญิง
วันๆมีแต่แบบนี้
คนที่มีความคิดหน่อย ก็จะเป็นแบบเจ้าชายสิทธัตถะนี่แหละค่ะ
อะไรวะ ชีวิตแม่งโคดน่าเบื่อเลย
ไปหาอะไรที่มีสาระมั่งดีกว่า..
อย่ากระนั้นเลยหนีแม่มเลย
ทิ้งลูก เมีย พ่อ แม่ ความร่ำรวยทั้งหลายไปเลย
ในที่สุด เจ้าชายสิทธัตถะ ก็ตัดสินใจทิ้งทุกสิ่งค่ะ
ส่วนจะตัดสินใจด้วยความรอบคอบดีแล้ว หรือด้วยอารมณ์ชั่ววูบก็สุดจะเดา
แต่ถ้าเอาคำสมัยนี้มาจับ ก็ต้องบอกว่า สติแตกมั๊งค่ะ
เหตุที่สติแตกก็คงเป็นเพราะสุดจะทนกับในชีวิตที่ไร้สาระ ไม่เป็นโล้เป็นพายในรั้วในวังของตัวนั่นแหละ
เจ้าชายสิทธัตถะจึงตัดสินใจ หนีเข้าป่าไปค้นหาชีวิตใหม่ๆ
สังคมชมพูทวีปสมัยนั้น คงเป็นกันอย่างนี้
คนที่ละทิ้งชีวิตปรกติ หนีเข้าป่าไปน่าจะมีเยอะ
อาจจะเป็นเทรนด์ของคนมีการศึกษาด้วยก็ได้
เพราะดูมันท้าท้ายความกล้าดี
เจ้าชายสิทธัตถะไม่ใช่รายแรกแน่นอน
เข้าป่าไปแล้ว ก็ใช้ชีวิตแบบพวกโฮมเลส
ไว้ผมรุงรัง หาของป่ากินมั่ง ขอเขากินมั่งแบบพวกโฮมเลสด้วยกันที่มีนับล้านทั่วชมพูทวีป
หลังจากใช้ชีวิตเร่ร่อนไปเรื่อยๆ เจอใครที่พูดจาเข้าท่าหน่อยก็เข้าไปพูดไปคุยด้วย
หัดคิด หัดวิเคราะห์เองมั่ง
ไปๆมาๆ เจ้าชายสิทธัตถะก็เริ่มจะเป็น
จับเรื่องนี้ไปโยงเรื่องนั้น เอาแพะไปชนแกะ ลองผิดลองถูกไปมากมาย
ในที่สุด เจ้าชายสิทธัตถะก็ตกผลึกในความคิดของตน
ร้อยเรียงออกมาเป็นภาษาคนรวมความได้ว่า นี่คือวิธีดับทุกข์ของมนุษย์
เจอใครก็ไปพูดให้ฟัง
หลายคนฟังก็เห็นด้วย และเห็นว่าเจ้าชายคนนี้เข้าท่าแฮะ น่าคบไว้เป็นเพื่อนคุย
คุยไปคุยมา เจ้าชายก็ยิ่งคิดไปไกล แบบว่าความคิดสุดแสนบรรเจิด
ผู้คนก็เริ่มติดใจ มาขอฟังความเห็นกันมากขึ้น
บางคนก็เลื่อมใส ทิ้งบ้านทิ้งช่องตามมาเป็นลูกน้อง หรือจะเรียกว่าลูกศิษย์ก็ว่ากันไป
เห็นไหมคะ สมัยนั้น การทิ้งบ้านทิ้งช่องทิ้งเมียทิ้งลูก เป็นเทรนด์ของสังคมคนในสมัยนั้น
นี่แหละค่ะ คือภาพจริงๆของการกำเนิดสิ่งที่เรียกว่าศาสนาพุทธ
คนเราเมื่อถึงจุดหนึ่ง ก็จะสงสัยในความเป็นไปของชีวิต
เราเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร ทำไมต้องเกิด
สังคมมนุษย์ในชมพูทวีปก็เป็นอย่างนี้
คือมีคนจำนวนมากที่สับสนในชีวิต หรือมีความทุกข์ในชีวิต ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป
หลายคนพยายามค้นหาวิธีดับทุกข์
เจ้าชายสิทธัตถะ ก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องการแสวงหาความสงบของชีวิต
วิธีที่เจ้าชายสิทธัตถะคิดได้ ก้เป็นวิธีหนึ่งที่หลายคนเชื่อว่าจะดับทุกข์ให้แก่ตนได้
ส่วนจะดับทุกข์ได้แค่ไหน หมวยเชื่อว่า เราเองก็คงมีคำตอบให้อยู่แล้ว
สมัยนั้น มีนักคิดแบบเจ้าชายเกลื่อนชมพูทวีปค่ะ
ไม่ใช่มีเจ้าชายคิดเก่งอยู่คนเดียว
แต่ที่ไม่แพร่หลาย ก็คงมีหลายปัจจัย เช่น สื่อไม่เป็น หรือสิ่งที่คิดได้มันไม่เข้าท่าจริงๆ เป็นต้น
ส่วนผู้ติดตามเจ้าชาย
เมื่อมีจำนวนมากขึ้น เจ้าชายก็เลยต้องมีการกำหนดกฎกติกาของการอยู่ร่วมกัน นี่ก็เป็นที่มาของวินัยสงฆ์ที่รู้ๆกัน
อ้อ แล้วผู้ติดตามเจ้าชายก็ไม่ได้ห่มผ้าเหลืองสีสดสวย ถือบาตร โกนหัวกันเรียบร้อยอย่างที่เห็นนะคะ
จีวรสมัยนั้นน่ะ เอามาจากผ้าที่เขาทิ้งค่ะ บางทีก็เอามาจากผ้าพันศพ มีน้อยคะที่ชาวบ้านจะย้อมผ้าให้ใส่ ต้องหาเองตามมีตามเกิดค่ะ
บาตรอะไรนี่ก็ไม่มีนะคะ หม้อไหแตกๆ หรือกระโหลกกะลาที่ไหนพอใส่ของกินได้ก็ต้องเอามาใช้กันหมดแหละค่ะ
ส่วนหัวก็โกนมั่งไม่โกนมั่ง ใครจะไปนั่งโกนได้ทุกวันใช้มั๊ยค่ะ ก็คงมีทั้งแบบสกินเฮดเรียยบร้อย หรือไม่ก็เป็นแบบหัวร.ด. ปะปนกันไป หลากหลายค่ะ
วัดวาอารามก็ยังไม่มี ที่ไหนพอซุกหัวนอนได้ก็ต้องนอนกันไป
ส่วนใหญ่ก็ตามใต้ต้นไม้ที่มีร่มบังแดดบังฝนได้
จะไปไหนก็ต้องไปกันเป็นกลุ่ม เพราะอาจจะมีคนบ้าที่ไหนวิ่งมาทำร้าย หรือโดนหมากัดได้
ก็ธุดงค์เร่ร่อนกันไปแหละค่ะ
เพื่อนๆไม่สงสัยมั่งหรือค่ะ ทำไมถึงเรียกคำสอนของคนๆหนึ่งเป็นศาสนา แต่อีกคน หรือหลายคนทำไมไม่เรียก คำสอน ลัทธิ ความเชื่อ ศาสนา มันต่างกันอย่างไร
ไม่ต่างหรอกค่ะ
มันก็คือ สิ่งที่คนๆนั้นคิดขึ้นมา แล้วไปบอกกล่าวให้คนอื่นฟัง เมื่อคนอื่นเชื่อแล้วเอาไปปฏิบัติ เมื่อมีคนปฏิบัติตามกันมากเข้ามากเข้า จากคำสอนก็กลายเป็น ความเชื่อ เป็นลัทธิ และเป็นศาสนาไปในที่สุด
ที่ว่ามายาวยืด ก็เพื่อสแกนให้เพื่อนๆเห็นสังคมในสมัยก่อนค่ะ
ว่า สิ่งที่เรียกว่าศาสนามันเกิดขึ้นได้อย่างไร
ส่วนปาฏิหารย์อะไรนั่น เป็นเรื่องแต่งเติมเอาทั้งนั้น
และอย่างว่าแหละค่ะ มนุษย์ไม่นับถือมนุษย์ด้วยกัน
มันถึงต้องมีอะไรที่แปลกประหลาดกว่ามนุษย์ธรรมดาไงละค่ะ
ส่วนที่ว่าทำไมถึงแพร่หลายมาเมืองไทยได้
ก็เป็นพล็อตง่ายๆของโลกยุคนั้น
คือ นักบวชสาวกเจ้าชายก็เร่ร่อนมากับเรือสินค้ามั่ง หรือไม่ก็กัปตันเจ้าของเรือเลื่อมใสในคำสอน เมื่อมาค้าขายกับชนเผ่าในสุวรรณภูมิจนคุ้นเคย ตั้งรกรากได้ก็เอานักบวชมาอยู่ด้วย
คนในแหลมทองสมัยนั้น ฟังภาษาแขกไม่ออกหรอกค่ะ
ฟังเทศน์ก็ไม่รู้เรื่อง
ขนาดคนสมัยนี้ มีกี่คนค่ะที่ฟังพระเทศน์แล้วรู้เรื่องว่าท่านว่าอะไร
กว่าจะจับความได้ว่า ก็เป็นคำทักทายตักเตือนแนะนำกันทั่วไป ก็หลงนึกเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ไปเสียนาน
ฉันใดฉันนั้นค่ะ
คำสอนในสมัยนั้น มาเป็นของแถมค่ะ
การจะชนะใจชนเผ่าได้ ก็ต้องมากับสิ่งของทันสมัย ยารักษาโรค ฯลฯ แบบพวกนักบวชในศาสนาคริสต์ที่ไปสอนคนป่าคนดอยให้เข้ารีตนั่นแหละ
นักบวชสมัยแรก ก็เป็นพวกนักบุกเบิกกันค่ะ
นี่เล่าแบบเร็วๆนะคะ จะได้เห็นภาพ
ส่วนศาสนาพุทธมาถึงสุวรรณภูมิเมื่อไหร่ ก็หลายหลายทฤษฎีค่ะ
แต่ที่ตรงกันก็คือ คนไทยนับถือศาสนาพุทธเพราะเชื่อในอิทธิฤทธิ์มากกว่า เชื่อในคำสอนของเจ้าชายสิทธัตถะค่ะ
จริงมั๊ยจริง ก็ลองเลื่อนกระทู้บนๆดูก็ได้นะคะ
จบเรื่องพระพุทธเจ้านะคะ
มาเรื่องเซ็กส์ยุคโบราณค่ะ
ถ้าเราดูรูปภาพฝาผนังโบราณ หรือรูปปั้นโบราณต่างๆ
เราจะเห็นว่ามีรูปภาพมีรูปปั้นแสดงกามกิจในยุคนั้นอยู่มากมาย
ไม่ว่าการอม การดูด การเอาข้างหลัง การเล่นเซ็กส์ท่าพิสดารร้อยแปด มีให้เห็นทั่วไป
ทั้งในยุโรป เอเซีย อาฟริกา
เรียกว่า เรื่องการหาความสุขจากเซ็กส์นั้น
มนุษย์เรา ค้นคว้าศึกษากันมานานมากแล้ว
การชักว่าว หรือ ตกเบ็ด ไม่ใช่ของแปลกเลยค่ะ
ทีนี่มาถึงคำถามของเจ้าของกระทู้ที่ว่า
ยุคสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ เด็กหนุ่มจะรู้จักการช่วยตัวเองไหม
ก็ต้องถามว่า ถ้าเป็นร่างกายมนุษย์ผู้ชายปรกติ
อาการควยแข็งเกิดขึ้นได้อยู่แล้วตามธรรมชาติ
ไม่ว่าควยแข็งตอนเช้า ควยแข็งตอนปวดเยี่ยว ควยแข็งเพราะเกิดการเสียดสีกับกางเกง ควยแข็งเพราะถูกกระตุ้น
แล้วมีหรือว่า
เมื่อควยแข็งแล้ว เจ้าของควยจะไม่เอามือจับ
เมื่อจับไปจับมา มันก็ยิ่งมันยิ่งเสียว
เสียวไปเสียวมามันก็น้ำแตก
ร่างการมนุษย์มันสอนตัวเองอยู่แล้ว
ไม่งั้นมนุษย์ทั่วโลก ไม่ว่าชนเผ่าไหนจะมีเซ็กส์เหมือนๆกันได้ยังไง
มีใครบอกหรือว่า ต้องเอาควยจิ้มหี หรือจิ้มตูด หรือจิ้มปาก
มนุษย์ทั่วโลกทำเหมือนกันได้ยังไง
คำตอบก็คือร่างกายมันสอนให้เอง
สรุปว่า เด็กวัยรุ่นไม่ว่ายุคใดสมัยใด รู้จักการปั่นควยตัวเองแน่นอนค่ะ
.......................