เรื่องนี้ต้องขอเข้าประวัติศาสตร์ซักนิดหน่อยเพื่อความเข้าใจค่ะเดิมคำว่า "ไท" แปลว่า คนที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับใคร คือ ไม่ใช่ทาส ไม่ใช่บ่าวใคร แต่คนสยาม แต่เดิมนั้น ชอบจะอยู่ใกล้ชิดเจ้านาย เป็นคนมีสังกัด เพื่อจะได้มีผู้คุ้มครองนะค๊ะ
ขอบเขตประเทศไทยเดิม หรือแบบชาวเอเชียเดิมโดยเฉพาะอาเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ไม่ได้มีขอบเขตชัดเจนอะไร มีเพียงเมืองต่างๆ เป็นที่ตั้ง มีเจ้าเมืองต่างๆ ตั้งตนเป็นใหญ่อยู่ เราจะเห็นได้ว่า อย่างเมืองจีนเนี่ยเค้าจะคิดว่า เค้าเป็นเจ้าโลก คือมีแต่คนมาจิ้มก้อง ถวายเครื่องบรรณาการ เหมือนพี่ใหญ่ และเมืองต่างๆ เข้ามานอบน้อมยอมรับในอำนาจฮ่องเต้จีน
คนในแถบนี้ก็จะอาศัยปะปนผสมพเสกันไปมา อย่างสยาม ก็จะมีคนกรุง คนลาว คนมอญ แขก (เปอร์เซีย อินเดีย) ญี่ปุ่น คนจีน ฯลฯ แต่หลัก ๆ ก็จะแบ่งไปตามภูมิภาค และมีเจ้าเมืองแต่ละเมือง
ในสมัย ร. 5 มีชาวยุโรปเจ้าจักรวรรดิ์นิยม พยายามขยายอำนาจมายึดดินแดนต่างๆ พระองค์เลยรวมอำนาจเข้าสู่ศูนยกลาง เลิกระบบเจ้าเมืองแบบโบราณตั้งเป็นเทศาภิบาลขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมีพระราชอำนาจในดินแดนของพระองค์ (ไม่งั้นเดี๋ยวฝรั่งมาอ้างสิทธิแบบเขมร ลาว) (จริงๆ ร.4 ก็ทรงเริ่มดำเนินการทำเช่นนั้น โดยพระองค์ยกเลิกการจิ้มก้องจีน และทรงสั่งให้สร้างชุดแบบจักรพรรดิ์จีนขึ้นเพื่อทรงฉลองพระองค์ ซึ่งแตกต่างจากแบบของจีน (คือจีนไม่มีแบบนี้) เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ เหมือนที่ฮ่องเต้จีนเป็น เพื่อมิให้ฝรั่งซึ่งตอนนั้นเริ่มรบชนะจีนมาอ้างสิทธิต่างๆ เหนือดินแดน
ในยุคจอมพล ป. ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และขณะนั้นกษัตริย์ยังทรงพระเยาว์ มีการสร้างชื่อประเทศใหม่ จากสยามไปเป็นไทย ซึ่งถือว่าเป็นการลดความสำคัญของคนในแต่ละภูมิภาคลง และเพื่อเป็นการสร้างประเทศไทยให้เกิดขึ้นในรูปแบบอย่างสมัยใหม่
อันที่จริง คนเชื้อสายใดในประเทศนี้ ในปัจจุบันก็ถือเป็นคนไทยเช่นเดียวกัน การจะแบ่งคนว่า คนนั้นเป็นคนอิสาน คนเหนือ คนใต้ นั้น อาจจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ได้ เนื่องจากแท้ที่จริงคนเหล่านั้น ต่างมีเชื้อสายแตกต่างกัน หากเกิดการเข้าใจผิดอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายในประเทศได้เช่น หากมีคนบอกว่า คนจีนเอาเปรียบคนภาคอื่นลุกขึ้นปล้นสดมภ์ ก็ย่อมทำได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา
ปล.พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงตรัสว่า แท้ที่จริงพระองค์เป็นคนจีนผสมมอญนะค๊ะ